พัฒนาความคิด

6 วิธีควบคุมอารมณ์โกรธในที่ทำงาน

เสียงเดินลงส้นเท้าที่ดังมาตามทาง ผิดวิสัยการเดินปกติอย่างที่เคยเป็น พร้อมกับใบหน้าที่บึ้งตึง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เจ้าของใบหน้าและเสียงเดินคนนั้นกำลังอารมณ์ไม่ดี ซึ่งสาเหตุของอาการเหล่านี้เกิดจากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะจากลูกค้า เจ้านาย หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน จนทำเอาเธอเริ่มที่จะเก็บอารมณ์ความรู้สึกไม่ไหว ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเจอกับสถานการณ์เดียวกัน อยากจะขอเตือนว่า ให้คุณพยายามหาวิธีระงับอารมณ์โกรธ หรือไม่พอใจเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะเกิดผลกระทบกับการทำงานของคุณได้ แต่ถ้าหากคุณยังไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงอารมณ์เหล่านั้นถึงจะหายไป วันนี้เรามีวิธีที่คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ มาฝาก 1. หายใจเข้าลึก ๆ ถึงแม้ว่าสัญชาตญาณอาจจะทำให้คุณอยากจะพูดอะไรออกมาเวลาที่โกรธ คุณก็ควรจะหยุดคำพูดของคุณไว้แล้วหายใจเข้าลึก ๆ และลองนับ 1-10 ดู มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ความเครียดหายไป แต่มันก็ช่วยซื้อเวลาให้คุณได้ลองถอยกลับไปหนึ่งก้าว เพื่อพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น และห้ามตัวเองไม่ให้พูดอะไรที่อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกเสียใจทีหลัง 2. เขียนระบาย บางครั้งวิธีที่สามารถลดอารมณ์ขุ่นเคืองได้ก็คือการระบายความรู้สึกนั้นออกมาเป็นตัวหนังสือ หยิบกระดาษกับปากกา แล้วเขียนสิ่งที่อยู่ในความคิดของคุณออกมา และเก็บมันไว้กับ อย่าเอาสิ่งที่คุณเขียนไปให้ใครอ่านเด็ดขาด อีเมลสามารถบันทึกเก็บไว้ ส่งต่อ หรืออาจจะสร้างปัญหาได้ถ้าหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เมื่อคุณได้ระบายสิ่งที่ต้องการออกมาแล้ว ก็ให้ทำลายหลักฐานเหล่านั้นซะ 3. ระบายกับเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจได้ แทบทุกคนมักจะมีเพื่อนร่วมงานที่เราสนิทด้วย คนที่เราสามารถไว้ใจที่จะบอกปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องงานได้ การได้พูดคุยปรึกษากับคนที่รู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมขององค์กรและคนในองค์กร จะช่วยให้คุณสามารถคลายความเครียดลงได้ แต่คุณจะต้องแน่ใจว่าขณะที่คุณกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นจะไม่มีเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ยิน การไปนั่งพูดคุยกันในที่ที่ปราศจากเพื่อนร่วมงาน เช่น ร้านกาแฟ …

Read More »

9 วิธีบริหาร ยืดอายุสมอง

9 วิธีทําให้สมองดี ไม่ว่าใครก็อยากมี สมองดี ความจำดี คิดอ่านไวทันใจกันทั้งนั้น วันนี้เรามี วิธีทําให้สมองดี มาฝาก เพราะตามที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ(National Institutes of Health) ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า การดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ออกกําลังกายเป็นประจํา เลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รวมทั้งกรดไขมันโอเมก้า-3 และฝึกใช้สมองอยู่เสมอ มีส่วนช่วยชะลอความจําเสื่อมและความผิดปกติของสมองได้ เราจึงมาแนะนำกิจกรรมยามว่างที่ช่วยบริหารสมองได้ดีนักแลมาฝากค่ะ แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการบริหารสมองในวันว่างในหนังสือ คู่มือยืดอายุสมองว่า “การพาตนเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่ รวมถึงทํากิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เคยทํา จะช่วยกระตุ้นการทํางานของสมองทุกส่วน ทั้งในส่วนความจํา ประสาทสัมผัส และทักษะต่างๆ “เพราะทุกขณะที่กําลังเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ สมองจะได้รับการบริหารโดยอัตโนมัติ เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นให้แตกแขนงจนอาจกล่าวได้ว่า สมองเปรียบได้กับกล้ามเนื้อที่ยิ่งบริหารยิ่งแข็งแรง” พร้อมกันนี้แพทย์หญิงสิรินทรยังแนะนําให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีบริหารสมอง ดังนี้ค่ะ ฝึกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในชีวิตประจําวัน เช่น เปลี่ยนสถานที่ซื้อของ ที่กินอาหารกลางวัน ฟังวิทยุรายการใหม่ๆ หรือเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไป ทํางานอดิเรกที่ไม่เคยทํา เช่น งานฝีมือ เย็บปักถักร้อย เรียนดนตรี เต้นรํา เล่นกีฬา หรือฝึกโยคะ เล่นเกมฝึกสมองต่างๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ ปัญหาเชาวน์ หมากฮอส …

Read More »

9 วิธีหยุดพฤติกรรมฟุ้งซ่าน คิดมาก และช่วยให้คุณกล้าตัดสินใจ

หากคุณเป็นคนโลเล การตัดสินใจในเรื่องที่เร่งด่วน หรือเรื่องสำคัญๆ จะกลายเป็นเรื่องยากไปในทันที และเมื่อคุณตัดสินใจไปแล้ว มันกลับยังไม่จบแค่นั้น เพราะคุณจะเริ่มคิดอยู่ในหัวว่า เราตัดสินใจแบบนี้ มันถูกต้องไหมนะ เอ๊ะ! หรือเราจะเลือกผิด หรือว่าถูกแล้วกันแน่ แล้วคุณก็เริ่มสับสนมากขึ้น เริ่มฟุ้งซ่าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้คุณตัดสินใจในทันทีไม่ได้ และขาดความมั่นใจในตัวเอง เพราะฉะนั้น เลิก! เลิกคิดมากซะ! ลองทำตามเคล็ดลับจาก ทั้ง 9 ข้อนี้ Young Entrepreneur Council (YEC) ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจดูสิ! 1. อย่ามัวแต่คิดจนไม่ลงมือทำ สภาวะความคิดเป็นอัมพาต หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโรคคิดมาก เป็นอาการที่คนเราคิดแต่เรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งนักธุรกิจหลายคนมักมีปัญหากับโรคนี้ คุณไม่ควรเสียเวลาทั้งหมดไปกับการคิดทุกรายละเอียดยิบย่อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รวมทั้งกังวลกับสิ่งเล็กๆ 2. ตั้งเวลาให้กับตัวเอง หลายคนมักจะบอกให้เรารีบตัดสินใจในเรื่องที่เราคิดมากจนนอนไม่หลับ แต่สำหรับผม ผมจะให้เวลาตัวเองอย่างมากที่สุด 2 ชั่วโมง ในการตัดสินใจเรื่องงานต่างๆ ซึ่งการกำหนดเวลาให้ตัวเองมันช่วยให้ฉันมีเวลาในการคิดวิเคราะห์ถึงข้อดี ข้อเสีย และทบทวนสิ่งต่างๆ รวมทั้งปรึกษาคนอื่นก่อนที่จะตัดสินใจ 3. คิดแบบวิธี “Lean startup” การตัดสินใจในทันทีทันใด บางครั้งก็ดีกว่าการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม…แต่ช้า ซึ่งอย่างไรก็ตาม ก็ควรคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหากคุณตัดสินใจพลาด ถ้าหากเป็นเรื่องง่ายที่เราแก้ไขภายหลังได้ ก็ตัดสินใจไปเลย และพยายามหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าไว้ ซึงก็คล้ายกับวิธีคิด แบบ lean …

Read More »

7 สิ่งที่ผู้ชายต้องการในตัวผู้หญิง

เพียง 7 วิธีง่ายในการพิชิตใจคุณผู้ เราต้องรู้นะจ้ะว่าเค้าต้องการอะไรจากผู้หญิงเราจะได้ปฏิบัติถูก #7. ชนะใจชายด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มพิมพ์ใจ นี่ละ เสน่ห์ง่ายๆ ที่สาวๆ สร้างเองได้ หนุ่มๆ หลายคนมักบอกว่าเขาเเพ้รอยยิ้มของสาวๆ ยิ่งเป็นรอยยิ้มที่สดใส มีความสุขด้วย เผื่อเเผ่ให้คนรอบตัวด้วยเเล้ว สะกดหนุ่มๆ ให้อยู่หมัดได้ง่ายๆ เลยจ้ะ สาวๆ ลองเอาไปใช้ดูนะ วิธีสร้างเสน่ห์ให้ตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างรอยยิ้ม ฉะนั้นยิ้มจ้ะสาวๆ สไมล์กว้างๆ เอาไว้ #6. ความไว้ใจเขาคือสิ่งที่ผู้หญิงพึงมี ความไว้ใจคือข้อสำคัญของคนจะคบกัน ฉะนั้นข้อนี้หนุ่มๆ เขาก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ถ้าสาวๆ ไม่เคยเเสดงให้เขาห็นว่าคุณเชื่อใจเขา คอยจับผิด คอยเช็คนู่นนี่นั่น หาเเต่เรื่อง นั่นล่ะจ้ะจุดอิ่มตัวของความสัมพันธ์ มันจะทำให้เขาเบื่อคุณได้ง่ายๆ ฉะนั้นสาวๆ ต้องหัดทำตัวให้ไว้ใจเขา เชื่อมั่นในคำพูดของเขา ไม่หวั่นไหวกับเรื่องเล็กน้อยๆ ไม่เป็นเรื่อง จงจำเอาไว้ ความเชื่อใจคือหัวใจสำคัญของทุกความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน #5.ให้พื้นที่ส่วนตัวแก่เขาบ้าง ทุกคนย่อมต้องการพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง พื้นที่ที่เขามีไว้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ พื้นที่สำหรับให้เพื่อนๆ ขงเขา หรือพื้นที่ที่เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ทุกอย่าง เราเองก็มีพื้นที่แบบนั้น เเน่นอนเขาเองก็มีเช่นกัน ควรรักษาระยะห่างให้เหมาะสม ห่างกันบ้างให้เขาได้คิดถึง ไม่ใช่ติดแจตลอดเวลา อาจสร้างความรำคาญให้อีกฝ่ายได้ ที่สำคัญสาวๆ อย่าพยายามซอกแซกเรื่องส่วนเขามากนัก …

Read More »

15 อุปนิสัยของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ

“หากคุณอยากทำอะไรให้เป็นที่รู้จัก ให้คุณถามผู้ชาย แต่หากคุณอยากทำอะไรให้สำเร็จ ให้คุณถามผู้หญิง” – มาร์กาเรต แทชเชอร์ (MARGARET THATCHER) ในทุกๆ ปี Edie Berg ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ The Strong Women’s Club จะทำการสัมภาษณ์ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในทุกสาขาอาชีพ ทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักกีฬา ผู้นำศาสนา นักกิจกรรม นักบินอวกาศ นักเขียน หรือแม้แต่นักลงทุน ซึ่งแต่ละคนก็มีเรื่องราวแตกต่างกันไป แต่ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้กลับมีลักษณะนิสัยที่คล้ายกันอยู่ “มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ที่ได้เรียนรู้จากพวกเขา และตอนนี้ฉันก็อยากจะแบ่งปันบทเรียนพวกนั้นกับคุณ” Edie กล่าว และนี่ก็คือ 15 อุปนิสัยที่คล้ายกันของเหล่าผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ทั้ง 49 คนที่ Edie ได้ทำการสัมภาษณ์มา 1. เลือกพัฒนาจุดแข็งที่มีอยู่ ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จนั้นมักจะเลือกเส้นทางการทำงานโดยคำนึงถึงสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีเป็นอันดับแรก และรองลงมาจึงทำสิ่งที่พวกเขารัก 2. มีความทะเยอทะยานสูง ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ฝันจะเป็นแค่ที่สุดของแผนกหรือหน่วยงาน แต่พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่สุดขององค์กรหรือระดับประเทศ 3. มองโลกในแง่บวก ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จรู้ว่าจะรับมือกับความผิดหวังได้อย่างไร เพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกแย่หรือหดหู่ พวกเขาเชื่อว่าอนาคตข้างหน้าจะต้องดีกว่านี้เสมอ 4. เป็นนักจัดการตัวยง “คนส่วนใหญ่ที่ฉันได้สัมภาษณ์มานั้น มักตอบตกลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาจะเช็คปฏิทินของตัวเอง จองวันเวลา และเข้าสัมภาษณ์ …

Read More »

เลี้ยงลูกแบบไหน ได้ลูกแบบนั้น

คุณพ่อคุณแม่จำนวนหนึ่งเลี้ยงลูกด้วยความคาดหวังว่าอยากให้ลูกเก่งอะไรหรือเป็นอะไร ซึ่งส่วนใหญ่จบลงด้วยอาการ “ไม่ได้ดั่งใจ” เสียมาก เราไม่ควรตั้งความหวังว่าลูกจะเก่งอะไรหรือโตขึ้นเป็นอะไร ที่เราควรรู้และเตือนตนเองให้มากคือ ทุกวันนี้เรา เลี้ยงลูกอย่างไร นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้ทำนายบุคลิกภาพของเด็กๆ จากแบบแผนวิธีการเลี้ยงลูกไว้ 4 ประเภท ดังนี้  1.เลี้ยงแบบเข้มงวดเกินควรและปกป้องเกินควร จะได้ลูกมีบุคลิกแบบพึ่งพาผู้อื่น (dependent child) ไม่สามารถดูแลตนเองได้ ลองนึกภาพดูก็จะเห็นจริง พ่อเข้มงวดมากทุกอย่างเป็นไปตามกฎ ระเบียบ กติกาในบ้าน ไล่ตามสอดส่องลูกทุกย่างก้าว ข้างแม่ก็ปกป้องทุกฝีก้าว ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมหรือไม่เคยใช้ไปซื้อของด้วยตัวเองที่ไหนเลย เด็กย่อมอยู่สบายไม่ต้องเสี่ยงอะไร เราก็จะได้เด็กขี้หงอมาคนหนึ่ง 2.เลี้ยงลูกแบบปกป้องเกินควรและตามใจเกินควร จะได้ลูกที่มีบุคลิกเอาแต่ใจ (pampered child) แม่ปกป้องลูกมาก ข้างพ่อก็ให้ทุกอย่าง ยอมทุกอย่าง ไม่มีกฎระเบียบอะไรทั้งนั้น อยากเล่นเกมนานเท่าไรก็ได้ ซื้อมือถือให้ตั้งแต่เล็กและใช้อย่างไรก็ได้ ไม่ต้องล้างจาน ไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ และไม่ต้องช่วยงานบ้านอะไรทั้งนั้น ลองนึกภาพเด็กที่เล่นอะไรได้เรื่อยๆ สารพัดโดยปราศจากอันตรายอะไรทั้งนั้น เพราะมีคนคอยปกป้อง ป้องกันภัยอยู่ตลอดเวลา ก็จะเห็นจริงว่าเราจะได้เด็กเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจมาหนึ่งคน 3.เลี้ยงลูกแบบตามใจเกินควรและทอดทิ้ง แบบนี้เป็นแบบทั้งปล่อยทั้งไม่เลี้ยง อยากทำอะไรก็ให้ทำ ไม่มีกฎระเบียบให้ทำตาม ไม่มีศีลธรรมจรรยาให้ต้องสอน เช่นนี้จะได้ลูกที่มีบุคลิกต่อต้านสังคม (antisocial, socailpath) ไม่สามารถทำตามกติกาของสังคมได้ นึกจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของคนอื่น อีกทั้งไม่รู้สำนึกผิด บางตำราว่ารู้สำนึกผิดไม่เป็นและไร้ความสามารถในการล่วงรู้ความเจ็บปวดในใจของผู้อื่น (lack …

Read More »

ลองทำ 5 สิ่งนี้หลังเลิกงาน ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

หลังเรียนจบมา คุณก็ทำงานอย่างหนัก เพื่อปั้นอนาคตของคุณเอง บางคนอาจได้อยู่กับงานที่รัก ทำงานที่คุณรักซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เบื่อหน่าย บางคนอาจมาผิดสาย ไม่เป็นอย่างใจหวังไปสะหมด แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นเหมือนกันคือ คุณยังมีไฟและความมุ่งมั่น ที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเพื่อพัฒนาตัวเอง เวลาหลังการทำงานนี่แหละ คือชีวิตที่แท้จริงของคุณ!! เพราะคุณสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาตนเอง และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นของคุณอย่างแท้จริง และคุณใช้เวลาหลังเลิกงานทำอะไรบ้างล่ะ ? ดูซีรี่เรื่องโปรด เล่นเกมออนไลน์กับเพื่อน ปาร์ตี้แบบหนักหน่วง หรือนอนหลับอย่างตายอดตายยาก …คุณใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้รึเปล่า ? และหากวันนึงคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ชีวิตคุณไม่ก้าวหน้าไปไหน คุณคงโทษไม่ได้แล้วหล่ะ ว่าเป็นเพราะบริษัทไม่เคยจัดครอสเทรนนิ่งคุณ หรือส่งเสริมในการพัฒนาทักษะคุณ เพราะคุณคือผู้รับผิดชอบตัวคุณเองทั้งหมด คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาตัวเอง!! ย้ำกันอีกครั้ง!! เวลาหลังเลิกงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง หากคุณใช้มันอย่างมีประโยชน์ ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเลยหล่ะ 1.สูตร 1 ทุ่ม – เที่ยงคืน หากคุณฝันอยากเป็นนักเขียน แต่จบสายบัญชีมา คุณก็สามารถทำบัญชีในเวลางาน และใช้เวลาช่วงหลังเลิกงานในการทำงานเขียนที่คุณชอบได้ อาจเป็นบทความฟรีแลนซ์ เพื่มเพิ่มทักษะ และหารายได้ไปในตัว เริ่มเรียนรู้ทีละนิด เพิ่มทักษะทีละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ แล้ววันนึงมันจะเป็นสิ่งที่คุณถนัด และมีมูลค่ามหาศาลจนคุณอดตกใจไม่ได้ “เวลา 1 ทุ่ม จนถึงเที่ยงคืน เป็นเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต คุณควรจัดสรรมันให้ดี แบ่งมันสำหรับครอบครัว เพื่อน คนรัก …

Read More »

ทำอย่างไรดี..เมื่อลูกจ๋าไม่อยากไปโรงเรียน

คงเป็นที่ลำบากใจของผู้ปกครองและคุณครูอยู่ไม่น้อย หากเทศกาลเปิดเทอมที่ใกล้จะถึงนี้ลูกๆ หลานๆ ของท่านมีภาวะงอแงไม่อยากไปโรงเรียนเอาดื้อๆ ภาวะงอแงในช่วงเปิดเทอมสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเด็กระดับชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจมาจากภาวะที่เด็กยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ได้ดีพอ ภาวะที่ต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันจากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสู่การใช้ชีวิตในโรงเรียน ที่ต้องมีกฏระเบียบและการช่วยเหลือตนเองเพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะวิตกกังวลที่ต้องแยกจากคนใกล้ชิดที่คุ้นเคย ซึ่งหากเด็กในช่วงวัยประถมมีภาวะนี้อยู่นานหรือต่อต้านการไปโรงเรียนค่อนข้างมาก ผู้ปกครองควรหาสาเหตุอื่นที่อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บุตรหลานของท่านเกิดภาวะดังกล่าว แต่โดยส่วนมากเด็กๆ จะสามารถปรับตัวได้เองประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากเปิดเทอม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดภาคเรียน ทีมเว็บไซต์ สสส. ได้ขอเคล็ดลับการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าว จาก พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มาฝากดังนี้ค่ะ 1. คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรหากิจกรรมที่มีส่วนสร้างเสริมให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น โดยกำหนดเป็นช่วงตารางเวลาและสอดแทรกกฎระเบียบลงไปเล็กน้อย เพื่อให้เขาค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละเล็กละน้อย เช่นฝึกเวลาเข้านอน ตื่นนอน กินอาหาร สร้างระเบียบให้เก็บของเล่นทุกครั้งเมื่อเล่นเสร็จ วางรองเท้าให้เป็นที่ ฝึกหัดการช่วยเหลือเช็ดโต๊ะ เก็บผ้า ฝึกการเข้าสังคมด้วยการเล่นกับญาติหรือเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมให้เล่นกีฬา 2. หากเปิดเทอมแล้วบุตรหลานมีภาวะงอแง ผู้ปกครองควรเข้าใจ ค้นหา และแก้ไขสาเหตุที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองไม่ควรโมโหหรือกังวล เพราะถ้าหากเด็กมีความรู้สึกกลัวก็จะงอแงเพิ่มขึ้น ควรสร้างความเชื่อมั่นว่าบุตรหลานของท่านสามารถปรับตัวได้ในเร็ววัน 3. ในกรณีที่พ่อแม่ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วเด็กงอแงไม่อยากให้แยกจาก อาจลองส่งลูกๆ ให้ถึงมือคุณครูแล้วรีบกลับ ไม่ควรอยู่ยื้อหรืออยู่เฝ้า เนื่องจากเมื่อเด็กยิ่งเห็นจะยิ่งกังวลและงอแง 4. หลังจากเลิกเรียน ลองหาช่วงเวลาชวนลูกเล่าเรื่องสนุก เรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน รวมถึงการชื่นชมผลงานที่เขาได้ทำ 5. ฝึกการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่าง ทั้งนี้การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 60 นาที ยังเป็นตัวช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงภาวะโรคอ้วนสำหรับเด็กที่เนือยนิ่งหรือติดจอ รวมถึงช่วยพัฒนาการของเด็กให้ดีขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายได้ในโรงเรียน อย่างโครงการโรงเรียนฉลาดเล่น  Active School ที่แบ่งสูตรการเคลื่อนไหวออกเป็น 10: …

Read More »

เรื่องเล่าวันพระพุทธเจ้าลอยถาดลงในแม่น้ำก่อนตรัสรู้ บทความเตือนสติ จากท่าน ว.วชิรเมธี

บทความเตือนสติ จากท่าน ว.วชิรเมธี มีเนื้อหาอยู่ว่า  “นานมาแล้วผู้เขียนได้อ่านหนังสือพุทธประวัติอยู่เล่มหนึ่ง เป็นพุทธประวัติสำหรับเด็ก เล่าเหตุการณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า ก่อนที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะจะได้ตรัสรู้นั้น พระองค์ทรงกลับมาเสวยพระกระยาหาร เมื่อเสวยพระกระยาหารแล้ว พระองค์ก็ดำเนินไปที่แม่น้ำเนรัญชรา จากนั้นพระองค์ทรงลอยถาด ถาดก็ลอยทวนกระแสน้ำไป ลอยไปได้สัก 80 ศอกก็จมลงใต้บาดาล ใต้บาดาลนั้นมีถาดของพระโพธิสัตว์ก่อนหน้านั้น 3 องค์ ซึ่งเคยมาลอยถาดที่นี่เหมือนกัน ถาดทั้งหมดวางซ้อนกันอยู่ ถาดของพระโพธิสัตว์องค์ปัจจุบันคือพระโพธิสัตว์สิทธัตถะลอยลงไปกระทบกับถาด 3 ใบที่ซ้อนกันอยู่ใต้น้ำ เสียงถาดกระทบกันดัง “กริ๊ก” พญานาคซึ่งนอนหลับอยู่ใต้น้ำก็สะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงถาดกระทบกัน พญานาคก็อุทานขึ้นมาว่า “โอ นี่คงเป็นถาดของพระโพธิสัตว์อีกพระองค์หนึ่งแล้วสิ แหม! เมื่อวานก็มาตรัสรู้องค์หนึ่ง วันนี้มาอีกองค์หนึ่งแล้วหรือ ตรัสรู้บ่อยจัง” คำว่าบ่อยจังของพญานาคนี่ไม่ใช่แค่วันต่อวันแต่ยาวนานถึงขนาดที่ว่าโลกวินาศไปหนึ่งครั้ง แล้วพระโพธิสัตว์ถึงมาตรัสรู้อีกองค์หนึ่ง แต่แม้เวลายาวนานนับกัปกัลป์ขนาดนี้ พญานาคก็ยังบอกว่าเร็วไปหน่อย ทำไมพญานาคจึงพูดอย่างนี้ เพราะเอาแต่หลับแต่นอน มีความสุขอยู่กับการหลับอยู่ในถ้ำทองของกิเลส ระยะเวลาหนึ่งกัปหนึ่งกัลป์นั้นยาวนานแค่ไหน ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงเปรียบดังมหาสมุทรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากใต้ก้นมหาสมุทรนั้นมีเต่าตาบอดอยู่ตัวหนึ่งพอครบ 100 ปี เต่าตัวนี้จะโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เหนือผิวน้ำนั้นมีห่วงยางลอยอยู่ห่วงหนึ่งลอยฟ่องถูกลมตีลอยไปลอยมา โอกาสที่เต่าจะเอาหัวมันสอดเข้าไปในห่วงยางจึงยากมหาศาล แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การเกิดเป็นคนยากยิ่งกว่านั้น” และกว่าที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะสอดหัวเข้าไปในห่วงยางได้ก็กินเวลายาวนานยิ่งกว่านั้นอีกนับแสนนับล้านเท่า เวลาที่แสนยาวนานและอุปมาไม่ได้นั้น พอจะอนุโลมเรียกว่าหนึ่งกัป ทีนี้เจ้าพญานาคราชนั้นรู้สึกว่าเมื่อวานพระโพธิสัตว์มาตรัสรู้องค์หนึ่งไปหยก ๆ วันนี้มาอีกแล้ว แสดงว่าพญานาคนอนหลับลึกขี้เซาสุด ๆ หลับไปเลยหนึ่งกัปหนึ่งกัลป์ จนมีเสียงถาดกระทบกันปลุกให้ตื่น แต่ตื่นแล้วแทนที่จะลุกขึ้นมาฟังธรรมของพระโพธิสัตว์ซึ่งกำลังจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ากลับไม่ฟังขอหลับต่อ คำถามก็คือว่า อะไรคือเสียงถาดกระทบกัน อะไรคือพญานาคขี้เซาตนนั้น เสียงถาดกระทบกันดัง“กริ๊ก” แสดงถึงการมาของพระพุทธเจ้า แสดงถึงการมาของพระธรรม แสดงถึงการมาของพระอริยสงฆ์ แสดงถึงการมาของยุคตื่นรู้ทางปัญญาและจิตวิญญาณครั้งยิ่งใหญ่ของโลกคือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ส่วนพญานาคขี้เซาก็คือพวกมนุษย์อย่างเรานี่เองที่ไม่มีเวลาสนใจใฝ่พระธรรม ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีการแสดงพระธรรมเทศนา หลายคนได้ทราบข่าวล่วงหน้าก่อนแล้ว รู้แล้วว่ามีธรรมะมา รู้แล้วว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กำลังจะมาถึง แต่ทั้ง ๆ ที่รู้นั่นแหละ เราก็ “ไม่สนใจไม่ว่าง งานยุ่ง ไว้โอกาสหน้าก่อนเถิด” อาการผัดเพี้ยนต่อความสนใจในธรรมอย่างนี้แหละ เราเรียกว่าเป็นการ “หลับ” ในภาษาธรรม หรือตื่นอยู่อย่างผู้หลับใหล ตื่นคือ รู้ว่าธรรมะเป็นของดี หลับอยู่ คือเอาไว้ก่อน วันหลังค่อยสนใจ หรือแก่แล้วค่อยสนใจ หรือป่วยแล้วค่อยสนใจ การรู้ว่าอะไรดี แต่ไม่มีเวลาสนใจ การผัดวันประกันพรุ่งต่อความดีงาม ต่อการสร้างสรรค์พัฒนาการไม่สนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้ว่าสัจธรรมของชีวิตคืออะไร เราเกิดมาทำไม สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้คืออะไร ด้วยการอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาอย่างนี้เรียกว่าเป็นการ “หลับอยู่ของผู้ตื่นแล้ว”คือตาตื่น ใจยังหลับอยู่กับกิเลสต่อไป หรือจะเรียกว่า “ตื่นอยู่อย่างผู้หลับใหล” ก็ได้ คนบนโลกจำนวนมากชอบทำตัวเป็นพญานาคราชขี้เซาตนนั้น รู้อยู่ว่ามีสัจธรรมในนามพุทธศาสนา รู้อยู่ว่ามีวัดตรงนี้ รู้อยู่ว่ามีพระมาแสดงธรรม รู้อยู่ว่าเขาสอนวิปัสสนากรรมฐาน แต่แล้วเราก็มีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าเอาไว้อ้างกับตัวเองหรู ๆ “ธรรมะเป็นเรื่องของคนแก่ ฉันยังไม่แก่ เอาไว้ก่อน”“จะให้ไปวัดตอนนี้เหรอ ไม่ได้หรอก เสียภาพลักษณ์ ยังหนุ่มยังสาวอยู่เลย ขอทำงานก่อน หากินก่อน ขอเที่ยวก่อน”เราให้เหตุผลกับตัวเองแบบนี้ แล้วผัดวันประกันพรุ่งอยู่ตลอด บางคนว่า “ไม่ได้หรอก งานฉันยุ่งไว้ว่างก่อนแล้วค่อยไปฟัง” บางคนก็อวดดีบอกว่า “พระอยู่ที่ใจ”แต่พอถึงเวลาตายก็เห็นมานิมนต์พระที่วัดทุกทีไม่เห็นนิมนต์พระที่ใจมาสวด คนที่หลับใหลอยู่ในถ้ำทองของกิเลสก็เหมือนพญานาคที่มักหาเหตุผลให้ตัวเองไม่สนใจในสัจธรรมความดีได้เสมอ แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบว่า เขาไม่อาจเบือนหน้าหนีสัจธรรมได้ เพราะสัจธรรมคือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์ตรมขมไหม้ที่ต้องเจอในชีวิตทั้งนั้น มีความเป็นสากล เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบอยู่แล้วในชีวิตนี้ พุทธศาสนาไม่เดือดร้อนไม่ว่าอะไรหากคนไม่สนใจพุทธศาสนา เราเพียงแต่นำเสนอความจริงอย่างเป็นกลาง เสรีภาพในการนับถือศาสนานั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราบอกว่าเป็นชาวพุทธ คือปฏิญาณว่าเป็นชาวพุทธแล้วอย่างน้อยก็ควรหาความรู้ในทางพุทธศาสนาเอาไว้บ้าง มิเช่นนั้นจะเป็นการนับถือที่สูญเปล่าเหมือนกบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว ไม่เคยลิ้มชิมเกสรบัว ปล่อยให้แมลงภู่บินจากที่อื่นมาชมเชยเกสรไป ตัวเองก็เฝ้าอยู่อย่างนั้น เป็นกบเฒ่าที่ไม่รู้ภูมิรู้ภูมิธรรมอะไรเลย เกิดมาอย่างกบตัวหนึ่ง ตายอย่างกบตัวหนึ่งเท่านั้น ที่ถูกนั้นคือเกิดมาอย่างกบ แต่ควรจะตายอย่างกบที่เป็นอรหันต์ก็จะไม่เสียชาติกบ เราต้องเลิกทำตัวเป็นพญานาคที่เห็นแก่หลับแก่นอน ที่หันหลังให้สัจธรรมชั่วนาตาปีมาเป็นพญานาคในรูปแบบใหม่ที่พอได้ยินเสียงถาดของพระโพธิสัตว์แล้วก็ลุกขึ้นมารอเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแรกหลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อยู่หน้าบ้าน จะปล่อยให้เสียสิทธิ์การฟังธรรมเป็นคนแรกก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว” ที่มา Goodlifeupdate

Read More »

4 นาที ชีวิตเปลี่ยน

ในช่วงเวลาที่เร่งรีบ แต่คุณเกิดปรี๊ดปรอทแตกเผลอวีนเหวี่ยงคนรอบข้างจนร่างกายเกิดภาวะเครียดก่อนที่ความเครียดจะก่อโรคอันตราย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ ลองมาใช้วิธีที่นักจิตบำบัดชื่ออังชาวอเมริกัน แคเนียลา เทมเพสตา แนะนำ คือ ใช้ร่างกานเพื่อช่วยในการปรับสมดุลจิตใจภายมในเวลาเพียง ๔ นาที ดังนี้ 1. ขยับทั้งตัวแบบอุ่นเครื่อง เมื่อใจหงุดหงิดหรือเคร่งเครียด ภายใน ๑ นาทีแรกให้คุณลองเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกขึ้นยืน จากนั้นให้ขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า โดยทำสีหน้าต่างๆ ไปสัก ๓-๔ แบบ สุดท้ายลองวางมือลงบนตำแหน่งเหนือหัวใจเบาๆ เพื่อช่วยให้เกิดความรู้ตัวและกลับสู่ปัจจุบันขณะอีกครั้ง 2. ยิ้มให้ตัวเอง ๓๐ วินาทีต่อมา ขอให้คุณยิ้มหวานๆ ให้ตัวเองในกระจก มีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคนซัส สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าการยิ้มช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ในขณะนั้นคุณไม่ได้รู้สึกสดชื่นเพียงพอที่จะยิ้มแต่วิธีนี้ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำหน้าบูดจนมีริ้วรอยบนใบหน้า 3. ท่านั่งช่วยปรับใจ อีก ๒ นาทีครึ่งที่เหลือ ให้คุณนั่งหลังตรง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การนั่งหลังตรงภายใน ๒ นาที ช่วยปรับอารมณ์ได้ เพราะส่งผลต่อฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน ซึ่งทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้นราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ทำให้รู้สึกเครียดได้ราว ๒๕ …

Read More »