สุขภาพ

เคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

7 อาหารที่ไม่ควรกินตอนท้องว่าง

หากใครเคยหิวจนมือไม้สั่น ไม่มีแรงพอที่จะออกไปซื้ออาหารมารับประทานเหมือนทุกครั้ง และหาอาหารอะไรก็ได้ใส่ท้องเพียงแค่ประทังชีวิต โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพเท่าที่ควรนั้น ในวันนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังและเอาใจใส่ในเรื่องอาหารการกินมากขึ้นแล้วเพราะอาหารบางประเภทไม่เหมาะที่จะรับประทานในช่วงท้องว่าง 1. นมและถั่วเหลือง เมนูยอดนิยมสำหรับใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพราะความสะดวกในการรับประทานหรือประหยัดเวลา นมมักเป็นคำตอบแรกเวลาหิว แต่แม้จะอุดมด้วยโปรตีนและเชื่อว่าการดื่มนมเยอะ ๆ จะมีประโยชน์นั้น แท้ที่จริงแล้วการดื่มนมและถั่วหลือง เช่น น้ำเต้าหู้จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภท แป้งอยู่ ดังนั้นการเลือกรับประทานนมตอนท้องว่าง จะทำให้ท้องอืดได้ 2. น้ำตาลหรืออาหารหวาน การที่คนเราเสียพลังงานไปเยอะนั้น จริงอยู่ว่าร่างกายต้องได้รับการเสริมสร้างจากเกลือแร่และน้ำตาลเมื่อเรารู้สึกอ่อนเพลีย แต่ทว่าหากท้องว่างแล้วนั้น การเลือกดื่มน้ำหวาน หรือของหวานเช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ซึ่งส่งผลต่อการ ดูดซึมโปรตีนทุกชนิดและลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไตได้ 3. ผัก บางคนอาจคิดว่าการทานผักเยอะ ๆ แทนข้าว โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดควมอ้วนนั้น เป็นความคิดที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนแล้ว การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด 4. กล้วย คนส่วนใหญ่มักเชื่อกันว่า การทานกล้วยเยอะ ๆ จะทำให้ระบบขับถ่ายดี แต่มักลืมกันไปว่าหากทานกล้วยในช่วงเวลาตอนท้องว่างแล้ว นอกจากจะทำให้ท้องอืด ยังจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก 5. ชาแก่ ตื่นเช้าแล้วจิบน้ำชาสักแก้ว ดูแล้วเข้าท่าและน่าจะดี แต่หารู้ไม่ว่าการจิบชาร้อนโดยเฉพาะชาแก่ช่วงท้องว่างนั้นจะทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง 6. ลูกพลับ เป็นอีกหนึ่งชนิดต้องห้ามยามท้องว่าง เพราะลูกพลับจะเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก …

Read More »

7 ประโยชน์ของการ “นอนกลางวัน”

บ่ายๆ ฝนตก ฟ้าครึ้ม อากาศเย็นๆ เป็นใจให้เราเอนกายเป็นอย่างมาก แต่ทำไม่ได้เพราะยังยังคงนั่งทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อตอยู่บนโต๊ะทำงานในอออฟฟิศ ครั้นจะแอบฟุบไปกับโต๊ะ เจ้านายก็อาจจะมาดึงหูเอาได้ แต่จริงๆ แล้วการแอบงีบเล็กๆ ในตอนกลางวัน ให้ประโยชน์กับร่างกายมากอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยนะ   7 ประโยชน์ของการ “นอนกลางวัน” 1. ลดความเครียด ช่วยให้สมองสดใส คิดงานง่ายขึ้น 2. เรียกพลังให้สมองตื่นตัวมากขึ้น ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. พักผ่อนได้ทั้งสมอง ร่างกาย และหัวใจ ไม่ให้ทำงานเหนื่อยจนเกินไป 4. เพิ่มความพร้อมให้กับร่างกาย เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ต่อไป เช่น ทำงานต่อ ไปออกกำลังกาย 5. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ 6. เพิ่มความไวต่อการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง 7. เพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมอง ถ้าไปประชุมทั้งๆ ที่ยังง่วง รับรองว่าออกมาลืมหมดแน่นอน   วิธีแอบงีบนอนกลางวันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คือ – ไม่ควรงีบหลับเกิน 20 นาที เพราะจะทำให้อ่อนเพลีย หรือง่วงกว่าเดิม – ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การงีบหลับ คือ 13.00-15.00 น. …

Read More »

9 ความจริง เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนเกิดขึ้น เติบโต ดำรงชีวิต และสลายไปตามกาลเวลา การสืบพันธุ์จึงเป็นกลไกทางธรรมชาติในการสร้างสิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่ เมื่อมนุษย์เติบโตจวบจนช่วงที่ฮอร์โมนผันแปรจนเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว เพศสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องราวที่ทุกคนได้รับรู้อย่างหลากหลายทัศนะ หลากความเชื่อ หลายประสบการณ์กันไปต่างๆ นาๆ บ้างก็จากคำที่ ‘เขาบอกว่า’ หรือ ‘เขาเล่าว่า’ เพื่อเป็นการไขข้อสงสัยเรื่องเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ยอดฮิต ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้ง 9 ข้อ มาฝากดังนี้ค่ะ  1.จริงหรือไม่ ผู้หญิงจะไม่ท้องเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก? ความจริง: ผู้หญิงมีโอกาสตั้งท้องได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือครั้งที่เท่าไหร่ก็ตาม 2. จริงหรือไม่ ผู้หญิงจะไม่ท้อง ถ้าผู้ชายหลั่งข้างนอก? ความจริง :ในขณะที่อวัยวะเพศชายแข็งตัวจะผลิตของเหลว ซึ่งประกอบด้วยเชื้ออสุจิมากมาย   ที่สามารถทำให้ผู้หญิงตั้งท้องได้ ดังนั้นการที่ผู้ชายหลั่งข้างนอกเมื่อถึงจุดสุดยอดนั้นเป็นวิธีที่เพิ่มความเสี่ยงในการตั้งท้องเพิ่มขึ้น เพราะตัวอสุจิอาจเล็ดลอดออกมาตั้งแต่เริ่มสอดใส่แล้ว 3.จริงหรือไม่ ผู้หญิงจะไม่ท้อง ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในขณะที่มีประจำเดือน? ความจริง : หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีประจำเดือนก็สามารถตั้งท้องได้  โดยเฉพาะผู้ที่รอบเดือนมาไม่ปกติหรือไม่สม่ำเสมอทุกเดือน เพราะหลังจากมีเพศสัมพันธ์เชื้ออสุจิจะสามารถอยู่ในร่างกายผู้หญิงได้นานถึง 3 วัน หากผู้หญิงบางคนมีไข่ตกในช่วงนี้ก็เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีประจำเดือนยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือมดลูกอักเสบด้วย 4. จริงหรือไม่ ผู้หญิงจะไม่ท้อง ถ้าไม่ถึงจุดสุดยอด? ความจริง : เมื่อผู้หญิงได้รับการกระตุ้นทางเพศ ร่างกายจะเปลี่ยนแปลง เช่น …

Read More »

3 กิจกรรม ทำเป็นประจำช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้

ถึงแม้ว่าภาวะสมองเสื่อมจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เราไม่ควรละเลยที่จะป้องกัน และการป้องกันภาวะสมองเสื่อมก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วย 3 กิจกรรมที่สามารถทำได้ทุกวัน ดังนี้ 1. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิค วันละ 30 นาที อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 วัน 2. รักษาสุขภาพอยู่เสมอ – ควรเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลา – ควรมีกิจกรรมทางกาย เช่น เดินแทนการนั่งรถ ทำงานบ้าน ทำงานอดิเรกที่ชอบ – ควรมีกิจกรรมทางสังคม เช่นออกไปพบปะเพื่อนฝูง พูดคุยกับเพื่อนบ้าน – ควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ – ไม่ควรสูบบุหรี่ และดื่มสุรา – ไม่ควรทำกิจกรรมที่เสี่ยงกับการบาดเจ็บทางศีรษะ – ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำหนักตัวมากจนอ้วน 3. บริหารสมองบ่อยๆ โดยใช้ท่าบริหารดังนี้ ท่าโป้งก้อย มือขวาชูนิ้วโป้ง มือซ้ายชูนิ้วก้อย เมื่อทำได้ ให้สลับเปลี่ยนเป็นมือขวาชูนิ้วก้อย มือซ้ายชูนิ้วโป้ง …

Read More »

กดไลค์รัวๆ! นวดเท้าเลิกบุหรี่ได้

ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง สำหรับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรที่มุ่งหวังเห็นคนไทยมีสุขภาพที่ดี ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สสส. เปิดบ้านฉายภาพรวมในการทำงานของ สสส.และภาคีเครือข่าย ตลอดระยะเวลา 15 ปี ภายใต้แนวคิด “15 ปี สสส. การเดินทางของความสุข” โดยได้ร่วมกันสร้างสรรค์โครงการต่างๆ เพื่อสังคมอย่างมากมาย ภายในงานยังมีการแสดงนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาวะจากภาคีเครือข่าย รวมกว่า 31 นวัตกรรม โดยหนึ่งในนวัตกรรมทางสุขภาพ ที่ได้รับความสนใจไม่น้อยคือ “การนวดกดจุดสะท้อนเท้า” เพื่อการลดละเลิกบุหรี่และบำบัดโรคเรื้อรัง วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. เราเก็บข้อมูลมาฝากกัน “อาจารย์ธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์” ประธานชมรมนวัตกรรมการแพทย์ทางเลือก ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การบำบัดโรคและฟื้นฟูสุขภาพด้วยการนวดกดจุดเท้า อธิบายว่า “เท้า” เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย ที่ช่วยรองรับน้ำหนักตัวทั้งหมดของร่างกายมนุษย์ ยังเป็นที่ซ่อนแถบบำบัด “ZONE THERAPY” ที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนสามารถบำบัด โดยอาศัยแถบบำบัดหรือจุดบำบัดนี้ การกดจุดสะท้อนเท้าในลักษณะนี้ จะต้องอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า “กระบวนการสะท้อนกลับของร่างกายหรือ REFLEXOLOGY” ซึ่งการนวดกดจุดสะท้อนเท้า เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยลดละเลิกบุหรี่ได้ด้วยตนเองโดยวิธีทางธรรมชาติ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพราะเท้าเป็นส่วนปลายของร่างกายที่มีปลายประสาทเชื่อมโยงไปสู่อวัยวะต่างๆ การนวดนี้กลไกในร่างกายจะต่อต้านสารนิโคติน ทำให้ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้ “อาจารย์ธนัท ให้ข้อมูลว่า การนวดกดจุดสะท้อนเท้าช่วยเลิกบุหรี่ เป็นนวัตกรรมการประยุกต์ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้า ซึ่งได้ทำการวิจัยร่วมกับ สสส. พบว่า …

Read More »

คำสารภาพของสาววัย 40 ณ จุดนี้กลัวเรื่องอะไรที่สุด

สาวๆ วัย 40 เดี๋ยวนี้มีเคล็ดลับวิธีดูแลตัวเองสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งเดิน วิ่ง โยคะ ฯลฯ เพื่อดูแลรูปร่าง ท่องเที่ยวผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากชั่วโมงการทำงานประจำ หรือหาสถานที่สงบๆ เพื่ออยู่กับใจตัวเองมากขึ้น เรียกได้ว่า เรื่องงานก็ต้องจริงจัง เรื่องดูแลตัวเองก็ต้องจัดเต็มจนตารางแน่นเอี๊ยด ถึงแม้ว่าจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีขนาดไหน แต่พออายุย่างเข้าวัยเลข 4 ก็ต้องมีเรื่องให้กังวลใจกันอยู่บ้างล่ะ เราลองมาสำรวจดูว่า สาวๆ วัย 40 เขามีเรื่องอะไรให้กังวลใจกันบ้างนะ 1. รูปร่าง วัยนี้แล้วคงไม่เป๊ะกระชับเหมือนก่อน กินอะไรนิดๆ หน่อยๆ (อันที่จริงก็แค่หายใจเฉยๆ เองนะ) ก็พร้อมจะยืด ย้วย ขยาย (ข้าง) ต่อไปนี้คงต้องเข้าสังกัดสายเฮลท์ สายคลีน สายลีน บลาๆๆ สายไหนก็ได้ที่ไม่ทำให้อ้วน จะมากินคาวแล้วต่อด้วยหวานทุกมื้อเหมือนเดิมคงไม่ได้แล้ว 2. ผิวพรรณ เพื่อนที่ไม่อยากรู้จักเริ่มมาเยือน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนริ้วรอย เพื่อนตีนกา เพื่อนฝ้า เพื่อนกระ ฯลฯ พร้อมใจกันมาคิดถึงกันในช่วงนี้ พูดไปก็นึกเสียดายผิวพรรณวัยสาวไม่หาย ว่าแล้วก็ประโคมครีม กินอาหารบำรุงผิว และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตกันไปสิคะ รออะไร 3. ผม ที่เห็นสีขาวๆ เทาๆ …

Read More »

ภัยร้ายที่เกิดจากการ ‘ติด’ สเตียรอยด์

สเตียรอยด์เป็นชื่อคุ้นหูอยู่ว่าเป็นยารักษาโรคในทางการแพทย์ ซึ่งสรรพคุณเหมือนเป็นยาวิเศษ รักษาโรคหรือภาวะต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย แต่ที่น่ากลัวก็คือ มีการนำสเตียรอยด์มาปลอมปนในผลิตภัณฑ์ยาหรือเครื่องสำอางเพื่ออวดอ้างสรรพคุณผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งการมีสเตียรอยด์อยู่ในร่างกายนานวันเข้ามีแต่ส่งผลร้าย เราจึงควรรู้เท่าทันดักจับสเตียรอยด์ให้อยู่หมัดก่อนจะเข้าถึงตัวเรา ภัยร้ายที่เกิดจากการ ‘ติด’ สเตียรอยด์ไม่สามารถสังเกตเห็นอาการผิดปกติ แต่เมื่อทานไปนานๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ 1. ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ติดเชื้อง่าย เป็นแผลที่ผิวหนังตามร่างกาย แขน    ขา   นิ้วมือและแผลหายช้า บางรายลุกลามไปทั่วร่างกายจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้เสียชีวิต 2. เยื่อบุกระเพาะอาหารบาง จนอาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุหรือเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยไม่มีอาการปวดท้องมาก่อน 3. ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในช่วงปกติได้ โดยระดับน้ำตาลจะสูงขึ้น 4. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในช่วงปกติได้ โดยความดันโลหิตจะสูงขึ้นแต่ไม่มีอาการเตือน นับเป็นภัยเงียบ 5. กระดูกพรุนและแตกหักง่าย ซึ่งเสี่ยงต่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไขกระดูก ผู้ที่อยู่ในวัยทอง    ไม่ควรใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 6. อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อแขนขาไร้เรี่ยวแรงหัวใจเต้นผิดจังหวะ 7. ต้อหิน หากใช้ยาหยอดตาที่ผสมสเตียรอยด์ หรือเป็นต้อกระจก จะทำให้ติดเชื้อที่ตาได้ง่ายอาจถึงขั้นตาบอด 8. ผิวหนังบาง หากใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาภายนอกติดต่อกันนานๆ  โดยผิวหนังจะมีลักษณะเป็นมัน อักเสบมีผื่นแดง เกิดรอยแตกสีม่วงแดงตามผิวหนังที่หน้าท้องและต้นขา บางรายอาจเป็นสิวเห่อขึ้นทั้งตัว 9. คุชชิ่งซินโดรม (Cushing Syndrome) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการใช้สเตียรอยด์ในปริมาณที่มาก อาการที่สังเกตได้คือใบหน้ากลมคล้ายพระจันทร์ ไขมันพอกต้นคอ …

Read More »

รู้จักกับ Cyberbullying ภัยร้ายออนไลน์ ที่หนักกว่าที่คุณคิด

เรียกได้ว่าเป็นกระแสเป็นพักๆ กันเลยทีเดียว กับเรื่อง Cyberbullying แต่หลังจากที่โดนกระแสอื่นกลบลงไป หลายคนก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร แต่คุณรู้หรือไม่ ว่า Cyberbullying นั้น สำคัญมากกว่าที่คิด ว่าแล้วก็ลองไปทำความรู้จักกันใกล้ๆ อีกสักครั้งดีกว่า Cyberbullying คืออะไร? Cyberbullying คือ การรังแกในรูปแบบใหม่ ที่เริ่มมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคดิจิตอลนี้ โดยการกลั่นแกล้งดั่งกล่าวจะไม่ใช่การลงไม้ลงมือแบบการรังแกทั่วไป แต่จะใช้เครื่องมือสื่อสาร อย่าง โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แชท หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือหลักในการรังแกและกลั่นแกล้งกัน ฟังดูไม่รุนแรง ไม่มีการเลือดตกยางออก แต่การกลั่นแกล้งนี้ มีข้อเสียใหญ่หลวงอยู่หนึ่งข้อ เพราะสามารถทำได้ 24 ชั่วโมง ต่างจากสมัยก่อนที่เด็กๆ จะรังแกกันได้ในโรงเรียนหรือแบบซึ่งๆ หน้าเท่านั้น Cyberbullying เป็นการกลั่นแกล้งแบบไหนกันแน่? สำหรับการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์นั้น เราสามารถแตกประเด็นออกไปได้ 6 รูปแบบ ดังนี้ การโจมตี ขู่ทำร้าย หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย การโพสต์ด่าทอ พูดจาส่อเสียด ให้ร้าย หรือขู่ทำร้าย ผ่านช่องทางการสนทนา หรือโพสต์อย่างโจ่งแจ้งที่หน้าโซเชียลมีเดียของผู้ถูกกระทำ …

Read More »

9 งานอดิเรก ยิ่งทำ…ยิ่งฉลาด

1.เล่นดนตรีแบบศิลปิน เมื่อนานมาแล้วขงจื๊อกล่าวไว้ว่า ‘ดนตรีมอบความพึงพอใจที่ธรรมชาติของมนุษย์ไม่สามารถทำได้ ‘ และจากผลการวิจัยก็ระบุว่าดนตรีหรือเสียงเพลงสามารถกระตุ้นสมองของมนุษย์ได้ดี และนักวิจัยหลายคนก็ได้แสดงผลงานวิจัยที่บ่งบอกว่า ผู้ที่ทั้งฟังดนตรีและเป็นผู้เล่นเองมีพื้นที่หน่วยความจำที่มากขึ้น นอกจากนี้การเล่นเครื่องดนตรียังเป็นการฝึกความอดทนและความพยายาม เพราะการที่จะเล่นดนตรีให้เชี่ยวชาญได้นั้น จำเป็นจะต้องทุ่มเทเวลาให้มันอย่างเต็มที่ ผลพลอยได้คือการมีสมาธิที่ดีขึ้น 2.อ่านหนังสือให้เหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้แตะมัน เป็นความเชื่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไรว่าการอ่านหนังสือจะช่วยเพิ่มระดับความฉลาดได้ แต่หมายถึงว่าต้องอ่านแบบไม่ลืมหูลืมตาและอ่านหลากหลายแนวตั้งแต่ นวนิยาย ชีวประวัติ ไปจนถึงบทประพันธ์ต่าง ๆการอ่านหนังสือช่วยลดความเครียด ช่วยให้คุณเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายและทำให้มีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือในสถานการณ์หลากหลาย และเข้าใกล้กับเป้าหมายชีวิตในอนาคตมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกดีกับตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้นการนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ด้วยความรู้สึกสงบเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรง 3.ฝึกสมาธิเป็นกิจวัตร ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการฝึกสมาธิ คือ การช่วยให้มีโฟกัสและรู้จักเนื้อแท้ของตัวเอง ช่วยลดระดับความเครียดและขจัดความกังวลทั้งหลาย การฝึกสมาธิเป็นประจำทุกวัน ผู้ฝึกจะมีจิตใจที่สงบ รู้จักควบคุมตัวเอง มีความหยั่งรู้ ทำให้สามารถเรียนรู้ คิด และวางแผนสิ่งต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากสามารถตัดสิ่งที่มารบกวนจิตใจได้ 4.ออกกำลังสมอง ร่างกายต้องการการออกกำลังกายเพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม สมองก็เช่นเดียวกัน การท้าทายสมองให้ทำสิ่งใหม่ ๆ ทุกวันจะช่วยเพิ่มความสามารถและทำให้ฉลาดขึ้น น้อง ๆ สามารถฝึกสมองได้ด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การเล่นโซโดกุ ปริศนาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เกมกระดาน และปริศนาคำทาย กิจกรรมดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมโยงของสมอง ผู้เล่นจะได้เรียนรู้การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในลักษณะที่มีความสร้างสรรค์ พัฒนาความสามารถในการมองเห็นให้มองได้หลายมุมมอง …

Read More »

คนไทย 1 ใน 3 ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเหตุพฤติกรรม “นั่งยอง-ไขว่ห้าง”

จากการศึกษาพบว่า การใช้าส้วมนั่งยองมีผลเสียต่อสุขภาพ โดยผิวข้อเข่าเสื่อม ซึ่งโรคนี้เป็นแล้งจะทุกข์ทรมาน รักษาไม่หายขาด ลุกนั่งเดินลำบาก สธ.จึงรณรงค์ให้คนไทยใช้ส้วมชนิดเป็นโถนั่ง (ส้วมห้อยขา) แทนการใช้ส้วมนั่งยอง และส่งเสริมให้มีส้วมแบบโถห้อยขาใช้ในบ้านและสถานที่สาธารณะตั้งเป้าให้บ้านเรือนส้วมชนิดเป็นโถนั่งร้อยละ 50 ในปี  2556 และครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2558  ส่วนสถานที่สาธารณะให้มีร้อยละ 90 ภายในปี 2558 โดยในปีแรกมีเป้าหมายพัฒนาส้วมสาธารณะในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน เชื้อเพลิง โรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง ด้าน ภญ.กุสุมา ไตรวิทยานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิโรคข้อในพระราชูปถัมถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาน สยามบรมราชกุมารีกล่าวว่า จากสถิติพบคนไทย 1 ใน 3 มักจะป่วยด้วยโรคข้อ โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อมซึ่งพบได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ได้จำกัดว่าเป็นโรคเฉพาะของผู้สูงอายุแล้วเท่านั้น แต่สามารถพบได้ทุกวัย เนื่องจากโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากพฤติกรรม โดยคนทีอายุน้อยกว่า 30 ปีพบว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเพียงร้อยละ 1 อายุน้อยกว่า 40 ปี พบร้อยละ 10 และอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป พบมากถึง ร้อยละ 50 “พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถก่อให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้นั้นมีมาก ทั้งการนั่งที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ปวดหลังปวดไหล่ อาทิ การนั่งยอง …

Read More »