โรคและการป้องกัน

5 ท่าเด็ดแก้นิ้วล็อค ทำด้วยตัวเอง

5 ท่าเด็ดแก้นิ้วล็อค ทำด้วยตัวเอง ท่าที่ 1 ท่าที่ 2 ท่าที่ 3 ท่าที่ 4 ท่าที่ 5 ที่มา Sriphat

Read More »

6 สูตรแก้โรคท้องผูกคนทำงาน

แก้อาการท้องผูก มา แก้อาการท้องผูก สำหรับผู้ที่ขับถ่ายยากกันค่ะ เพราะสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารประเทศสหรัฐอเมริกา (American Gastroenterological Association, AGA) ให้คำอธิบายถึงโรคท้องผูกว่า เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารซึ่งมักพบในผู้ไม่ขับถ่ายติดต่อกันนาน 3 วัน ร่วมกับมีอาการแน่นท้องอุจจาระแข็ง และต้องอาศัยแรงเบ่งมากเวลาขับถ่าย ส่วนการขับถ่ายที่เป็นปกติจะแตกต่างกันตามความสามารถในการเคลื่อนตัวของลำไส้ในแต่ละบุคคล โดยมากมักขับถ่ายตั้งแต่วันละ 3 ครั้งถึงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อุจจาระเป็นก้อน ไม่เหลวหรือแข็งจนเกินไป และไม่ต้องอาศัยแรงเบ่งมากก็สามารถขับถ่ายได้ง่าย เช็กพฤติกรรมคนทำงานถ่ายไม่ออก หากมนุษย์งานคนใดไม่เข้าข่ายท้องผูกตามที่กล่าวมาข้างต้น อย่าเพิ่งเบาใจนะคะ เพราะคุณอาจประสบกับปัญหาเรื่องการขับถ่ายในอนาคตได้ หากมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อไปนี้ ไม่กินผัก ผลไม้ และธัญพืชในปริมาณพอเหมาะ ใยอาหารในผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี มีความสำคัญต่อระบบทางเดินอาหารในร่างกาย โดยทำหน้าที่เก็บกวาดเศษอาหารภายในลำไส้ ช่วยให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อนและง่ายต่อการขับถ่าย คนทำงานที่ไม่ใส่ใจสุขภาพ กินแต่ข้าวขัดขาว ขนมปังขาวขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารอื่นที่ปราศจากใยอาหาร จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคท้องผูก ดื่มน้ำน้อย น้ำมีบทบาทสำคัญช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวและเคลื่อนออกจากลำไส้ได้ง่าย หลายคนจดจ่อกับการทำงานจนลืมดื่มน้ำระหว่างวัน ทั้งต้องนั่งอยู่ในห้องแอร์ซึ่งมีอากาศแห้ง และดื่มกาแฟซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้ขับปัสสาวะ ร่างกายจึงสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ อุจจาระจึงแข็ง และเคลื่อนตัวช้า ส่งผลให้ขับถ่ายลำบาก เครียด ความเครียดส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งอยู่นอกอำนาจจิตใจ โดยจะทำงานควบคุมอวัยวะภายในรวมถึงระบบขับถ่าย ดังนั้นคนทำงานที่ต้องประสบกับภาวะเครียดเป็นประจำจึงมักพบว่าเป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง กลั้นอุจจาระบ่อยๆ วิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ไม่มีเวลาขับถ่ายเช่น?ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพื่อไปทำงาน …

Read More »

อาการน้ำในหูไม่เท่ากัน และบ้านหมุน หายได้ด้วยสมุนไพรมหัศจรรย์ชนิดนี้

น้ำในหูไม่เท่ากัน บ้านหมุน อาการที่นอนแล้วเอียงไปมาเหมือนจะตกที่นอน. มีสมุนไพรไทยรักษาได้….คือ ต้นน้ำนมราชสีห์ ใช้ทั้งต้นชงดื่มรับรองหาย 1.ต้นน้ำนมราชสีห์ล้าง 2.ตากแดดให้เหี่ยว เอามาตัดเป็นท่อน 3.ตากจนแห้ง 4.คั่วไฟจนเหลืองเป็นชาสำหรับชงน้ำ ทิ้งให้เย็นเก็บใส่ขวดแห้งๆ กระป๋องปิดสนิทเก็บไว้ชงน้ำร้อนดื่ม 5.หยิบน้ำนมราชสีห์ใส่ถ้วยกระเบื้อง หรือกาประมาณ 1 ขยุ้มมือหรือ1 หยิบมือใส่น้ำร้อนดื่มต่างน้ำ คุณแม่อายุ 80 ปี มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ชงให้ดื่ม 1 สัปดาห์ดีขึ้น โดยไม่ต้องทานยาที่แพทย์ให้มาเลย ที่มา sciencere

Read More »

วิธีรักษาเล็บขบ แบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง ทำเลยไม่เจ็บแน่นอน

ใครไม่เคยเป็น “เล็บขบ” ไม่รู้หรอกว่ามันทรมานขนาดไหน จะเดินไปไหนก็ต้องค่อยๆย่อง เพราะทางก้าวเท้าแรงไปอาจจะร้องโอดโอยได้ เพราะยิ่งเจ็บ ยิ่งถ้าหนองแตกละก็ปวดสุดๆ บางคนเป็นหนักๆ ถึงกับต้องถอดเล็บ ก็มีนะ เราจึงมาบอกวิธีรักษาเล็บขบให้เพื่อนได้อ่านกันครับผม ใคร ๆ ก็รู้ใช่ไหมว่า “เล็บ” มีหน้าที่ป้องกันอันตรายให้นิ้ว และส่วนนี้จะไม่มีเส้นประสาทอยู่ ทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อเกิดโรคขึ้นกับเล็บ แต่ถ้าเกิดโรคนั้นกินเข้าไปถึงผิวหนังแล้วล่ะก็ “เล็บ” ก็สร้างความปวดร้าวให้เจ้าของเล็บสุด ๆ เลยล่ะ โดยเฉพาะ “เล็บขบ” (Unguis Incarnatus) โรคเล็บที่เกิดขึ้นได้บ่อยมาก ๆ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิด “เล็บขบ” ได้ก็คือ 1. การใส่รองเท้าที่บีบมากเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อที่อยู่ด้านข้างของเล็บถูกบีบเข้ามา เล็บก็เลยไปกดเนื้อด้านข้าง เมื่อเล็บงอกมันก็จะงอกลึกลงไปในเนื้อ ทำให้รู้สึกเจ็บปวด นอกจากนี้ การใส่รองเท้าส้นสูงเกินไป ปลายเท้าแหลมเกินไป ก็ทำให้เท้าถูกบีบจนเล็บงอกตามปกติไม่ได้ ต้องกินเข้าไปในเนื้อ 2. การตัดเล็บไม่ถูกวิธี หลายคนตัดเล็บด้านข้างเป็นมุมแหลมชิดเนื้อ หรือลึกเกินไปนั่นเอง ทำให้เล็บงอกใหม่ไปทิ่มที่ซอกเล็บ จนเกิดแผลและมีอาการปวดตามมา หรือบางคนชอบแต่งเล็บให้โค้งเข้าในซอกเล็บมากเกินไป และชอบแคะ ขูด งัดซอกเล็บบ่อยๆ 3. การติดเชื้อราที่เล็บ 4. อุบัติเหตุ เช่น ปลายนิ้วเท้าชอบไปชนอะไรบ่อย ๆ …

Read More »

การลดความเครียดในการทำงาน

การทำงานให้คุณประโยชน์กับชีวิตคนเรามาก เช่น ช่วยสร้างรายได้ ทำให้มีเงินใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้ให้พัฒนาตัวเอง ทำให้มีเป้าหมายในชีวิต มีสังคมมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการทำงานก็มีผลทางลบต่อคนเราด้วย จากการสำรวจของ The National institute of Occupational and Health ปี 2010 ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า 40% ของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นวัยทำงานรายงานว่างานเป็นเรื่องเครียด 25% เห็นว่างานเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของความเครียดในวัยทำงาน และ ¾ของกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าความเครียดจากการทำงานยุคปัจจุบันสูงกว่าแต่ก่อนมาก           ความเครียดจากการทำงานเกิดขึ้นได้หลายทาง จากปัจจัยภายนอก เช่น การลดจำนวนคนงาน ลดเงินเดือนเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ จากปัจจัยของงาน เช่น  ลักษณะงาน (งานมากเกินไป งานน้อยจนไม่มีอะไรทำ ต้องทำงานต่ำกว่าความรู้ความสามารถ การทำงานเป็นกะ ขาดทักษะบางอย่างในการทำงาน ใจไม่รักในงานที่ทำ สิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย) จากโครงสร้าง/บทบาทหน้าที่/ระบบงาน (หน้าที่ไม่ชัดเจน ไม่ได้รับการเลื่อนระดับ/รางวัล งานไม่เป็นระบบ)จากสัมพันธภาพในการทำงาน (มีความขัดแย้งกับเพื่อน/หัวหน้า ไม่ไว้วางใจกัน) จากความสามารถในการบริหารเวลา ขาดความสมดุลในชีวิตการงาน-ชีวิตส่วนตัวเป็นต้น           ความเครียดเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมมีผลต่อร่างกาย ความคิด จิตใจ และพฤติกรรม  เช่น เจ็บป่วยเรื้อรัง นอนไม่หลับ หายใจไม่เต็มอิ่ม หงุดหงิดง่าย โกรธ เศร้า หมดหวัง ไม่มีแรงจูงใจ ไม่มีสมาธิ หลงลืมง่าย รับรู้เรื่องราวผิดๆ อยากอยู่คนเดียว …

Read More »

5 สาเหตุของการเกิดอัลไซเมอร์ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

อัลไซเมอร์อาจเป็นโรคที่ทำให้อ่อนแรงได้มากที่สุด และชาวอเมริกันนับล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ในแต่ละปี ระยะเวลาสิบปีของการวิจัยแสงให้เห็นว่า การสร้างโปรตีนที่เป็นพิษในสมอง (การสะสมของแอมีลอยด์ บีตา (amyloid beta; Aβ) และ ความผิดปกติของโปรตีนเทา (tau) สามารถนำไปสู่การเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ยังมีบางสิ่งที่ยังไม่แน่ชัด นั่นก็คือปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้โปรตีนเหล่านี้เกิดการสะสม แต่มีการศึกษาล่าสุดที่ได้เริ่มอธิบายขั้นตอนและเปิดเผยให้เห็นสาเหตุที่เป็นไปได้ใหม่ๆของโรคอัลไซเมอร์ เราไปดูกันดีกว่าว่ามีสาเหตุอะไรบ้าง 1. การรักษาด้วยยาระงับอาการวิตกกังวล ยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodizepine) เป็นยาที่ถูกใช้บ่อยในการรักษาความผิดปกติเช่น ความวิตกกังวล และอาการนอนไม่หลับ ยากลุ่มนี้ยังรวมไปถึงยาที่ได้รับความนิยมอย่าง ยาลอราซีแพม (Lorazepam) หรือเอติแวน (Ativan), ยาอัลปราโซแลม (alprazolam) หรือยาXanax, และยาClonazepam (Klonopin) ความเสี่ยงต่อสุขภาพและผลค้างเคียงที่มีมากขึ้นของการทานยาเหล่านี้ถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ ได้ทำการติดตามชาวแคนาดา 1,796 คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ และอีก 7,184 รายที่มรการควบคุมซึ่งดีต่อสุขภาพในช่วงเวลา 6 ปี พวกเขาพบว่า การทานยาพวกนี้มากกว่า 3 เดือน มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นถึง 51% 2. การบาดเจ็บที่ศีรษะ มีการคาดการณ์ว่าในแต่ละปี ชาวอเมริกันประมาณ 300,000 คนต้องทนทุกข์จากการกระแทกที่เกิดจากการเล่นกีฬา มีภาวะแทรกซ้อนมากมายที่อาจมาจากการบาดเจ็บของศีรษะ และการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอัลไซเมอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ขณะที่บางคนหายจากการป่วยเต็มที่ แต่ยังมีบางส่วนที่ต้องพบกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่ช่วยรักษาเนื้อเยื้อสมองที่เสียหาย …

Read More »

จ้องพระอาทิตย์ลดอ้วนได้จริงหรือ

ในโลกโซเชียลมีเนื้อหาพูดถึงเกี่ยวกับการจ้องมองพระอาทิตย์ของสาวกลุ่มหนึ่งว่าเป็นอีก วิธีลดความอ้วน จึงเกิดความสงสัยถึงที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร Question  เจอข่าวในอินเทอร์เน็ต พูดถึงสาวฮ่องกงที่รวมตัวกันมองพระอาทิตย์หวังจะลดน้ำหนัก อ้างว่าพลังจากพระอาทิตย์จะช่วยให้ไม่รู้สึกหิวอาหารอยากทราบว่าจริงหรือไม่ Answer หากตามหลักการแพทย์แผนจีน สรรพสิ่งล้วนแบ่งออกเป็นหยิน - หยาง แสงแดดคือพลังงานหยางจากธรรมชาติที่สามารถบำรุงพลังลมปราณหยางให้แก่ร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทาน และป้องกันเชื้อโรคจากภายนอก จากข้อมูลในข่าว การยืนรับแสงอาทิตย์เฉย ๆ นั้นยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง โดยหลักปฏิบัติที่ถูกคือ การออกกำลังกายกลางแจ้ง ตากแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าโดยไม่มีกระจกกั้น ให้แดดส่องบริเวณกลางศีรษะ หลัง ตามด้วยบริเวณท้องเนื่องจากหลังมีเส้นลมปราณ ตู ที่เปรียบดั่งทะเลกักเก็บพลังงานหยาง และมีจุดสะท้อนอวัยวะภายในอีกหลายจุดที่อยู่บนเส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ ส่วนบริเวณกระหม่อม มีจุดฝังเข็ม ป่ายฮุ่ย ซึ่งมีสรรพคุณในการดึงหยางชี่ขึ้นสู่ด้านบน เมื่อให้ความอบอุ่นบริเวณท้องก็จะช่วยให้การทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารดีขึ้น ระบบการย่อยอาหารจึงดีขึ้น หลังจากตากแดดควรดื่มน้ำอุ่นเยอะ ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ และกินผักผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินซีเป็นการช่วยลดการเกิดฝ้าและการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ฉะนั้น การใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์เพื่อลดน้ำหนักจึงไม่ควรปฏิบัติคู่กับการอดน้ำอดอาหาร ในทางกลับกันควรกินอาหารให้ตรงเวลาและครบทั้ง 3 มื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้าสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยให้ม้ามและกระเพาะอาหารแข็งแรง ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีการเผาผลาญและขับถ่ายของเสียเป็นปกติค่ะ อาจารย์แพทย์จีนนภษร แสงศิวะฤทธิ์ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และนักเขียนประจำคอลัมน์ หมอจีนประจำบ้าน ที่มา Goodlifeupdate

Read More »

9 สิ่งห้ามทำหลังกินข้าวอิ่มๆ

1. อาบน้ำหลังจากกินอาหารอิ่ม เพราะการอาบน้ำจะไปทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ย่อยอาหารได้ไม่ดี เนื่องจากการอาบน้ำมีผลกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และรบกวนบริเวณท้อง 2. กินผลไม้ตามทันที อันนี้ทำเป็นประจำ ตามความคุ้นเคย เพราะกินของคาวแล้ว ก็อยากจะมีของหวาน หรืออะไรตบท้าย ล้างปากซะหน่อย ไม่งั้นรู้สึกไม่อิ่ม แต่นี่เป็นสิ่งที่ผิด  และไม่ดีเลย เพราะเมื่ออาหารยังย่อยไม่เสร็จ แต่มีผลไม้เข้าไป ก็จะเกิดการหมักหมม ทำให้เกิดท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในกระเพาะอาหาได้ 3. อิ่มปุ๊บก็นอนปั๊บ แม้จะเป็นการนอนเล่นๆ นอนดูทีวี ก็ไม่ได้ เพราะการนอนจะทำให้ลำไส้ไม่สารถย่อยอาหารได้สะดวก และส่งผลทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย 4. กินอิ่มปุ๊บทำงานปั๊บ สำหรับคนขยัน หรือเร่งรีบแข่งกับเวลาแล้ว หลังกินข้าวเสร็จก็จะรีบคว้างานมาทำต่อ แต่รู้หรือไม่ว่าการที่คุณใช้สมองคิดอะไรหนักๆ ไม่ให้สมองโปร่ง โล่ง จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและสมองได้น้อยลง จึงไม่เป็นผลดีต่อระบบสมองในระยะยาว 5. ดื่มชาหลังกินอาหาร หรือดื่มในช่วงเวลาใกล้มื้ออาหาร เพราะชามีผลทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารโดยเฉพาะธาตุเหล็ก อีกทั้งมีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ 6. กินอิ่มมากจนต้องคลายเข็มขัด หลายคนสงสัยว่า “คลายเข็มขัดไม่ได้เหรอ?” เพราะการคลายเข็มขัดหลังมื้ออาหารส่งผลทำให้ลำไส้ไม่ปกติ ทำให้ลำไส้บิดตัวและอุดตันได้ 7. สูบบุหรี่หลังกินข้าวเสร็จ ปกติการสูบบุหรี่ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว แต่รู้ไหมว่า บางคนเชื่อว่า สูบบุหรี่หลังกินข้าวช่วยให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วการสูบบุหรี่หลังกินข้าว ทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็งมากขึ้น 8. ออกกำลังกายหลังกินข้าวทันที ข้อนี้หลายๆ คนรู้อยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นการรบกวนระบบย่อยอาหารแล้ว ยังทำให้เกิดอาการจุก อาหารไม่ย่อยอีกด้วย 9. ขับรถหลังทานข้าวอิ่มๆ ซึ่งหากขับรถในระยะทางใกล้ๆ อาจไม่รู้สึก แต่หากขับทางไกลจะรู้เลยว่า เมื่ออิ่มแล้ว หนังตาก็เริ่มหย่อน อาจเป็นอันตราย …

Read More »

มาเรียนรู้การกินยาแก้ปวดให้ถูกวิธีกันเถอะ

โดยปกติเมื่อคนเราเกิดอาการเจ็บป่วยหรือรู้สึกมีอาการไม่สบายตัวมักจะรักษาอาการเบื้องต้นด้วยการกินยาแก้ปวดลดไข้ แต่รู้หรือไม่ว่ายาแก้ปวดลดไข้ที่เรากินเข้าไปบ่อยๆ นั้น มีอยู่หลายชนิด จนทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่า แล้วอย่างนี้ควรจะกินยาแบบไหนให้ตรงกับอาการที่เป็นอยู่ถึงจะถูกต้องที่สุด “ยาระงับปวด” หรือ “ยาแก้ปวด” คือ ยาชนิดต่างๆ ที่ใช้รักษาหรือบรรเทาอาการปวดที่มีตั้งแต่ปวดแบบไม่รุนแรงไปจนถึงอาการปวดแบบรุนแรง ซึ่งอาการปวดมีหลายรูปแบบ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น การกินยาแก้ปวดจึงถือเป็นวิธีแรกที่คนเราเลือกใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดต่างๆ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มง่ายๆ ดังนี้ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) จัดเป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่สามารถรักษาหรือบรรเทาอาการปวดได้ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น ยาเอ็นเสด (NSAIDs) จัดเป็นยาแก้ปวด ลดไข้ และยาต้านการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเช่น โรคข้ออักเสบต่างๆ โรคข้อรูมาตอยด์ โรคเกาต์ ปวดศรีษะ ไมเกรน เป็นต้น สามารถรักษาอาการปวดได้ในระดับปานกลางไปจนถึงระดับรุนแรง กลุ่มยาแก้ปวดชนิดเสพติด เช่น มอร์ฟีน (Morphin) และ โคเดอีน (Codeine) ที่มีฤทธิ์กดประสาท ซึ่งการใช้ยากลุ่มนี้ถูกจำกัดในการใช้ และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น กลุ่มสารเฉพาะ ที่ใช้รักษาอาการปวดเฉพาะกลุ่ม เช่น อาการปวดจากระบบประสาท โดยทั่วไปแล้วยาแก้ปวดชนิดพาราเซตามอลจะเป็นชนิดที่คนนิยมใช้มากที่สุด เพราะเป็นยาที่ค่อนข้างมีความปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร สามารถรับประทานขณะท้องว่างได้ จึงสามารถใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ก็มีการจำกัดปริมาณที่ควรรับประทานไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่ง*ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมคือ 10 – 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยรับประทานทุก 6 ชั่วโมง …

Read More »

11 สาเหตุสายตาพัง แบบไม่ทันตั้งตัว

มองไปทางไหน ก็เห็นแต่คนใส่แว่นสายตา…บ้างสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือแม้แต่ตามโรงพยาบาล คลีนิคหมอตา ก็มีผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษามากมาย…เลยเป็นที่มาของความสงสัยว่า…เหตุใด คนถึงมีปัญหาสายตากันมากขึ้น….และนี่คือคำตอบของพฤติกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาสายตา ที่หลายๆ คนอาจมองข้าม หรือคาดไม่ถึง พฤติกรรมทำให้สายตาเสีย สายตาพัง 1. ไม่สวมแว่นตากันแดดเวลาขับรถ หรืออยู่กลางแดดจ้า เพราะรังสียูวีเดี๋ยวนี้ต้องบอกว่า แรงและอันตรายสุดๆ 2. ใช้สายตาในที่มืด ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ หรือแม้แต่เล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืด ล้วนทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและม่านตาต้องทำงานหนัก มีความเสี่ยงจะสายตาสั้น หรือถึงขั้นเส้นประสาทตาถูกทำลายได้ 3. อ่านหนังสือขณะนั่งรถที่กำลังวิ่ง หรือแม้แต่การอ่าน-เล่นโซเชียลบนโทรศัพท์มือถือ เพราะสายตาต้องเพ่งตลอดเวลาตามแรงสั่นสะเทือนของรถที่วิ่ง 4. นอนอ่านหนังสือ เพราะจกล้ามเนื้อดวงตาต้องทำงานหนัก ต้องปรับโฟกัสระยะห่างของตัวหนังสือที่ไม่คงที่ตลอดเวลา อีกทั้งทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย 5. อยู่ติดหน้าจอนานเกินไป ไม่ว่าจะหน้าจอทีวี จอคอม หรือจอมือถือ โดยรังสีจากหน้าจอเหล่านี้จะเข้าไปทำลายดวงตาแล้วยังทำให้สายตาล้า ตาแห้ง ปวดหัว มองภาพไม่ชัด นานๆ ไปอาจทำให้ประสาทจอเสื่อม ทำลายประสาทจอได้ 6. ไม่ถอดคอนแทกต์เลนส์นอน เป็นพฤติกรรมที่อันตรายต่อดวงตามาก เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ดวงตาติดเชื้อได้ง่ายถึง 70% หากเรื้อรังนานไปอาจทำให้ตาบอด การใส่คอนแทกต์เลนส์เป็นเวลานาน ดวงตาจะขาดออกซิเจน อาจทำให้เกิดแผลเป็นเยื่อบุตาอักเสบได้ 7. การใช้สายตาทั้งคืน ซึ่งเฉพาะกลางวันเราก็ใช้สายตาทำงานมากพออยู่แล้ว กลางคืนแทนที่จะได้พักสายตา แต่หากยังติดหนัง ซีรีส์ หรือคุยแชตกันเกือบทั้งคืน ดวงตาจะอ่อนล้า ทำงานหนัก นำไปสู่สายตาเสื่อมได้ง่ายๆ 8. แต่งหน้าโดยใช้เครื่องสำอางร่วมกัน โดยเฉพาะเมกอัพรอบดวงตาที่มีโอกาสจะติดเชื้อจากผู้อื่น และทำให้เกิดอาการตาอักเสบตามมา 9. ใช้มือสกปรกขยี้ดวงตา เพราะเปลือกตาเป็นส่วนที่บอบบางที่สุด การขยี้ตาอาจนำพาเชื้อแบคทีเรียจากมือไปสู่ดวงตา ทำให้ตาอักเสบ ตาแดง และถ้าขยี้รุนแรงอาจส่งผลให้กระจกตาฉีกขาดด้วย 10. ดวงตาได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุ เช่น …

Read More »