โรคและการป้องกัน

ป้องกันร่างกายเมื่อต้องเจอแดดแรงๆ

ป้องกันร่างกายเมื่อต้องเจอแดดแรงๆ การป้องกันมีหลากหลายวิธี เช่น กินวิตามินซีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ และรักษาความสะอาดให้กับสภาพแวดล้อม ไม่ปล่อยน้ำขังให้ยุงลายเพาะเชื้อไข้เลือดออก เมื่อร่างกายขับเหงื่อก็ให้ดื่มน้ำ หลีกเลี่ยงการบริโภคแอลกอฮอล์ คาเฟอีน เพราะมีสารขับปัสสาวะที่ทำให้ร่างกายขาดการคายน้ำ ระวังการกินคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่มากเกินไปจะให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้น และปิดใช้ไฟดวงที่ไม่จำเป็น           สำหรับเด็ก ทารก และผู้สูงวัย ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษในช่วงอากาศร้อนสูง คืออย่าปล่อยให้เด็กอยู่เดินหรือเล่นกีฬากลางแดดเป็นเวลานาน ควรให้กินอาหารว่างและเครื่องดื่มเล็กน้อยก่อนจะออกไปเล่น เด็กทารกต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการทำความสะอาดร่างกาย สวมใส่เสื้อผ้าหลวมสบาย ไม่พาไปยังที่ที่มีผู้คนแออัด อยู่กลางแดด ลมที่ร้อนแห้งๆบ้านเรือนที่มีเด็กอ่อนต้องสะอาดปลอดเชื้อโรค ส่วนผู้สูงวัยควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว กินผักและผลไม้อย่างสม่ำเสมอ บริโภคเกลือที่พอเหมาะเพราะเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และไม่ดื่มชามากเกินไป ใช้เสื้อผ้าแขนยาวทำจากผ้าฝ้ายช่วยการระบายเหงื่อ และอย่าลืมสวมหมวกสวมแว่นตากันแดด รวมถึงไม่ออกกำลังกายขณะอากาศร้อนและชื้น. ข้อมูลจาก Thaihealth

Read More »

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis)  พบมากที่สุดในกลุ่มเสื่อมของเซลล์ควบคุมกล้ามเนื้อ ทั้งในส่วนสมองและไขสันหลัง           มีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง อ่อนแรง และลีบเล็กลงเรื่อยๆ บริเวณมือ แขน ขา หรือเท้าข้างใดข้างหนึ่งก่อน และจะค่อยๆ เป็นมากขึ้น จนลามไปทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับกล้ามเนื้อเกร็ง-กระตุก ต่อมาจะพูด-กลืนลำบาก หายใจขัด-หอบเหนื่อยจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจอ่อนแรง กระทั่งเสียชีวิต           ส่วนใหญ่จะพบอาการเริ่มแรกที่แขน ขา ข้างใดข้างหนึ่งก่อน และร้อยละ 25 ของผู้ป่วยที่แสดงอาการครั้งแรกด้วยการกลืนหรือพูดลำบาก           สาเหตุเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด พบว่าร้อยละ 10 เกิดจากพันธุกรรม มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ส่วนใหญ่เกิดในช่วงอายุ  40 – 60 ปี           วิธีสังเกตอาการโรค คือ อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ แขน หรือ ขา หรือกลืนลำบาก เสียงเปลี่ยน ร่วมกับกล้ามเนื้อลีบและเต้นกระตุก โดยอาการอ่อนแรงจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ           เมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยรักษา โดยแพทย์อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยาจะซักประวัติ  ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม โดยตรวจเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยคลื่นไฟฟ้า           …

Read More »

วิธีแก้อาการเมารถง่าย แบบได้ผลจริง

วิธีแก้อาการเมารถง่าย แบบได้ผลจริง 1. พยายามนั่งรถบริเวณส่วนหน้าของรถ ประสาทส่วนต่างๆ ของเราจะได้รับรู้ถึงจังหวะการเคลื่อนตัว รวมถึงอาการโคลงเคลงของรถได้ จากการทดลองพบว่าวิธีนี้ช่วยให้ผู้ชอบเมารถ มีอาการลดลงได้อย่างมาก ทั้งนี้ก็เพราะประสาทของเรารับรู้ความเคลื่อนไหวของรถ และปรับตัวตามนั่นเอง 2. ห้ามอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัพท์ในขณะที่กำลังนั่งรถ ทั้งนี้ก็เพราะจะทำให้ประสาท หรือสมาธิของเราจดจ่ออยู่ที่ตรงข้างหน้าเท่านั้น และอาการที่ตามมาก็คือร่างกายปรับสมดุลตามการเคลื่อนไหวของรถไม่ได้ อาการเมาจึงมักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีพฤติกรรมอ่านหนังสือ/เล่นโทรศัพท์บนรถ ดังนั้นในขณะนั่งรถ เราจึงไม่ควรจ้องหรือเพ่งอะไรอยู่ที่จุดเดียว และพยายามมองวิวทิวทัศน์ภายนอกบ่อยๆก็จะช่วยลดอาการลงได้ 3. จิบหรือดื่มน้ำอัดลมในปริมาณพอเหมาะ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกมวนท้องมากๆ เพราะน้ำอัดลมจะไปช่วยขับดันกรดในกระเพาะออกมา สามารถลดอาการมวนท้องลงได้พอสมควร และนอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการมวนท้องควรสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในระหว่างที่เกิดอาการ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้ความรู้สึกวิงเวียนนั้นลดลงได้ครับ 4. ยาหม่อง ยาดม ยาอม ยาหอม ช่วยท่านได้ เมื่อเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ลองหยิบขึ้นมาสูดดมจะช่วยบรรเทาอาการได้ดีทีเดียว 5. กินยาแก้เมารถ เช่น ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ปัจจุบันยาประเภทนี้มักมีขายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป เหมาะสำหรับคนที่เริ่มมีอาการเมารถเกิดขึ้น ยาตัวนี้จะช่วยปรับความสมดุลของระบบประสาท ช่วยให้ร่างกายปรับตัวตามการเคลื่อนไหว หรือโคลงเคลงของรถ และขณะที่ยาตัวนี้กำลังออกฤทธิ์ จะทำให้ผู้ที่รับประทานเกิดอาการง่วงซึม แนะนำว่าให้หลับไปเลยก็ได้ครับ เพราะการนอนหลับระหว่างการเดินทางก็เป็นการแก้อาการเมารถชนิดหนึ่งเช่นกัน 6. รับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่นมะม่วง มะดัน หรือมะขาม ซึ่งรสเปรี้ยวจากผลไม้จะชนิดนี้จะสามารถช่วยลดอาการเมาหรือวิงเวียนลงได้พอสมควร แต่แนะนำว่าอย่ากินเยอะ …

Read More »

ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานคืออะไร โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิคดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือจาการดื้อต่อฤทธิ์ของอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ น้ำตาลในเลือดที่สูงอยู่เป็นระยะเวลานานทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของอวัยวะต่างๆเช่น ตา ไต ระบบประสาท โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานเกิดได้อย่างไร ในคนปกติในระยะที่ไม่ได้รับประทานอาหารตับจะมีการสร้างน้ำตาลออกมาตลอดเวลาเพื่อให้เป็นอาหารของสมองและอวัยวะอื่นๆ ในระยะหลังรับประทานอาหารพวกแป้งจะมีการย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นจะกระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อเพิ่มการนำน้ำตาลไปใช้ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงมาเป็นปกติ ในผู้ป่วยเบาหวานที่อาจเกิดจากการขาดอินซูลินหรือดื้อต่อฤทธิ์ของอินซูลินทำให้ไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ ขณะเดียวกันมีการย่อยสลายไขมันและโปรตีนในเนื้อเยื่อมาสร้างเป็นน้ำตาลมากขึ้น ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง จนล้นออกมาทางไตและมีน้ำตาลในปัสสาวะ เป็นที่มาของคำว่า”เบาหวาน” อาการของโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลคนปกติจะอยู่ในช่วง 70-99 มก./ดล. ก่อนรับประทาทนอาหารเช้า ผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงจากค่าปกติไม่มากอาจไม่มีอาการชัดเจน จะต้องทำการตรวจเลือดเพื่อการวินิจฉัย ถ้าไม่ทราบว่าเป็นเบาหวานมาเป็นเวลานานผู้ป่วยอาจมาตรวจพบด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ ผู้ป่วยที่มีน้ำตาลสูงกว่าค่าปกติมากอาจมีอาการจากน้ำตาลในเลือดสูงหรือจากภาวะแทรกซ้อนได้แก่ • ปัสสาวะบ่อยและมาก ปัสสาวะช่วงกลางคืน เกิดจากการที่น้ำตาลรั่วมากับปัสสาวะและดึงน้ำออกมาด้วย • คอแห้ง ดื่มน้ำมาก กระหายน้ำ เกิดจาการที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากทางปัสสาวะ • หิวบ่อยทานจุ แต่น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย เกิดจากการที่ร่างกายใช้กลูโคสเป็นอาหารไม่ได้ต้องใช้โปรตีนและไขมันเป็นพลังงานแทน • แผลหายยาก มีการติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดแผลได้บ่อย น้ำตาลที่สูงทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวลดลง • คันตามผิวหนัง ติดเชื้อราง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้ป่วยหญิง • ตาพร่ามัว อาจเกิดจากน้ำตาลคั่งในเลนซ์ตา โรคจอประสาทตาจากเบาหวนหรือต้อกระจก ผู้ที่ควรตรวจหาโรคเบาหวาน • ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวานดังข่างต้น • อายุมากกว่า 40 ปี …

Read More »

ผักผลไม้หลากสี ห่างไกลจากโรคเรื้อรัง

ผักผลไม้หลากสี ห่างไกลจากโรคเรื้อรัง

“ผักผลไม้หลากสี ห่างไกลจากโรคเรื้อรัง” ปัจจุบันเราจะพบว่า ผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา จะเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด และต้อกระจกมากขึ้น ในช่วงอายุที่น้อยลง เพราะวิถีชีวิตของคนเราได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นสังคมเมืองที่แวดล้อมไปด้วยสาเหตุที่บั่นทอนสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน มลพิษ การใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ขาดการออกกำลังกาย การพักผ่อนไม่พอ รวมถึงการไม่มีโอกาสคัดเลือกคุณค่าและปริมาณของอาหารที่รับประทานเพื่อดูแล สุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่นำโรคเรื้อรังมาสู่ตัวเราได้ตลอดเวลา จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ พบว่า สาเหตุดังกล่าว ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เซลล์เสื่อม นำไปสู่การแก่ชราหรือความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น แต่ยังโชคดีที่เรามีอาหารในกลุ่มผักและผลไม้หลายชนิดที่อุดมด้วยสารต้าน อนุมูลอิสระเพื่อลดอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงและความรุนแรงโรคเรื้อรังลงได้ จากการศึกษาและผลวิจัยจากแหล่งต่างๆ ในหลายประเทศ เห็นตรงกันว่า พืชจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชเมืองร้อน มีสารอาหารที่สามารถนำมาใช้ในการดูแลสุขภาพของคนเราได้ โดยภายใต้สีสันอันสวยงามของผักและผลไม้นานาชนิดนั้น มีกลุ่มสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือกลุ่มสารแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่เป็นตัวกำหนดสีของพืชนั่นเอง กลุ่มสารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคร้าย อย่างโรคมะเร็งและโรคหัวใจซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก ดังนั้นถ้ากินผักและผลไม้ให้หลากหลายและมากพอ เราก็จะได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ที่สามารถชะลอความเสื่อมของเซลล์ และป้องกันไม่ให้เกิดโรคเรื้อรังด้วย สำหรับคนไทย ที่หลายคนไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ หรือชอบรับประทานแต่ไม่มั่นใจในเรื่องคุณค่าของสารอาหารทีจะได้รับ เพราะมีการสูญเสียไประหว่างการปรุงอาหาร รวมถึงความไม่ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน ทำให้ในแต่ละวัน อาจไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในการกำจัดอนุมูล อิสระที่เกิดขึ้นตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังได้ง่ายขึ้น นอกจากผักและผลไม้ที่หลากหลายและครบถ้วนแล้ว การได้รับวิตามินที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ก็จะช่วยให้กระบวนการทำงานของร่างกายเป็นไปโดยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น …

Read More »

อาหารสำหรับผู้สูงอายุ

อาหารสำหรับผู้สูงอายุ

WHO ให้ความหมายของผู้สูงอายุว่า หมายถึงผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้น ผู้สูงอายุมีความต้องการพลังงานลดลงจากวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากปริมาณกล้ามเนื้อและมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง การลดลงของมวลกล้ามเนื้ออาจเนื่องมาจากการใช้พลังงานสำหรับการประกอบกิจกรรม ในชีวิตประจำวันและอัตราการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ๆ ลดลง อัตราการเผาผลาญอาหารลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการสารอาหารอื่น ๆ รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ไม่ลดลง ยกเว้นความต้องการธาตุเหล็ก ในการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุต้องคำนึงถึงคุณภาพของอาหาร โดยให้พลังงานลดลง แต่ได้สารอาหารครบถ้วน สารอาหารโปรตีน พลังงานที่ควรได้รับจากโปรตีนควรเท่ากับร้อยละ 12-15 ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน หรือบริโภคเนื้อสัตว์วันละไม่ เกิน 180 – 210 กรัม แหล่งของอาหารโปรตีนที่ผู้สูงอายุควรรับประทานได้แก่ เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาและไก่ที่เลาะหนังออก นม ถั่วต่าง ๆและผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลือง ไข่ เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เหมาะกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะไข่ขาว ซึ่งมีปริมาณไขมันน้อยกว่า ไข่แดง ให้รับประทานสัปดาห์ละ2-3 ฟอง และพบว่าผู้สูงอายุขาดวิตามินบี12 เนื่องจากผู้สูงอายุไม่รับประทานเนื้อสัตว์เพราะเหนียว เคี้ยวยาก และกลัวการได้รับไขมันกับคอเลสเตอรอลจากเนื้อสัตว์ ควรคำนึงถึงความสามารถในการย่อยอาหารโปรตีนด้วย เนื่องจากเมื่อคนเรามีอายุเพิ่มขึ้น ความสามารถในการย่อยและดูดซึมอาหารโปรตีนกลับลดลง หากรับประทานโปรตีนมากเกินความต้องการของร่างกาย จะเกิดผลเสียต่อร่างกายโดยจะไปเพิ่มภาระการทำงานของไต และเนื่องจากในผู้สูงอายุการทำงานของไตจะลดลงมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเปรียบเทียบกับวัยหนุ่มสาว แต่การขาดโปรตีนในผู้สูงอายุเป็นสาเหตุหนึ่งในการทำให้เกิดบวม คัน, …

Read More »

อยากให้สุขภาพดี กินอย่างไร

อยากให้สุขภาพดี กินอย่างไร

ทุกคนอยากมีสุขภาพดี ไร้โรคา แต่ขณะเดียวกันก็อยากกินแบบสบายๆไม่ต้องอั้น และไม่อยากออกกำลังกาย ถ้ายังมีความคิดเช่นนั้นอยู่บอกได้เลยว่าคุณจะมีชีวิดอยู่กับโรคาแน่นอน เบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็ง แก่ก่อนวัย ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะได้มาฟรี ต้องลงทุนลงแรง แต่เรื่องของสุขภาพดีต้องลงทุนเป็นแรงกายแรงใจ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี และพยายามใช้แรงกายให้มากขึ้นในชีวิตประจำวันนั่นเอง คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าพูดง่ายทำยาก ก็ยังไม่ทันได้ทำก็บอกว่ายากแล้ว ลองทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน เพราะเรามักจะคุ้นกับพฤติกรรมการกินที่ผิดๆมาจนเคยชิน พอเริ่มเปลี่ยนจะอึดอัด ท่านต้องให้เวลากับตัวเอง การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างอาศัยเวลา สัปดาห์แรกท่านอาจจะรู้สึกว่าอาหารขาดรสชาติไม่ถึงใจท่านแต่ก็ยังพอรับได้ ทำไปเรื่อยๆ ท่านจะรู้สึกว่าทำง่ายขึ้นไปเรื่อยๆ และในที่สุดท่านก็จะเปลี่ยนวิถีการกินที่จะรักษาสุขภาพได้ ท่านจะรู้สึกได้เองว่าสุขภาพดีขึ้น ลองถือโอกาสปรับเปลี่ยนเสียแต่เดี๋ยวนี้ อย่าต่อรอง เริ่มโดยใช้กฏในการกินต่อไปนี้ 1.คุมปริมาณอาหารที่กิน โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลอรีสูงจากไขมัน น้ำตาล กินในปริมาณน้อยๆ อย่ากินจนอิ่มแปร้ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังสะสมพลังงานส่วนเกินให้กับตัวเอง 2.เลือกกินอาหารให้หลากหลายชนิด อาหารแต่ละชนิดมีสารอาหารต่างกันหรือถ้ามีสารอาหารเหมือนกันก็จะมีปริมาณ ต่างกัน ฉะนั้นการกินให้หลากหลายชนิดไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จะทำให้เราได้สารอาหารหลากหลายอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังเป็นวิธีการลดสารพิษต่างๆที่ร่างการจะได้รับ เช่นจากยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการปลูกผักซึ่งอาจจะสะสมไว้มากในพืชผักบางชนิด 3.เน้นอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดี มี สารอาหารสูงแต่พลังงานต่ำ เราควรกินใยอาหารให้ได้วันละ 20-35 กรัม(กินอย่างไรดูข้อต่อไป) จะช่วยให้อาหารคาร์โบไฮเดรตถูกดูดซึมช้าลง ร่างกายใช้อินซูลินน้อยลงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการรักษาระดับน้ำตาลใน เลือดให้ปกติ นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือด …

Read More »

ประโยชน์ของการดื่มชาที่คุณอาจยังไม่รู้

ประโยชน์ของการดื่มชาที่คุณอาจยังไม่รู้

หากคุณกำลังมองหาเครื่องดื่มที่สามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายของคุณแข็งแรงขึ้น อยู่ล่ะก็ วันนี้จะขอแนะนำให้คุณดื่มที่หาทานได้ง่าย แต่อุดมไปด้วยประโยชน์อย่าง “น้ำชา” ทว่าคุณอาจสงสัยใช่ไหมว่าน้ำชานั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราอย่างไรบ้าง ถ้างั้นไปดูกันเลยดีกว่าครับ 1. ช่วยลดระดับความเครียด ดื่มชาและชาดำเพียว ๆ เป็นประจำสามารถช่วยลดระดับความเครียดในร่างกายของคุณได้ โดยจะช่วยลดระดับฮอร์โมนในร่างกายของคุณเอง ซึ่งหากท่านเป็นผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชาเขียวเพียงอย่างเดียวก็ไม่ต้องกังวล ไป เพราะชาเขียวนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มความสงบนิ่ง ทั้งร่างกายและจิตใจให้คุณมากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดอาการหงุดหงิดในเวลาเผชิญเหตุการณ์ชวนให้เครียดได้เป็นอย่างดี 2. ควบคุมความดันโลหิต การที่คุณดื่มชาเป็นประจำในทุก ๆ วัน มีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงอาการเจ็บป่วยจากโรคความดันโลหิตสูงและปัญหาโรคหลอด เลือดที่พบเห็นได้บ่อยในเด็กและเยาวชนในสมัยนี้ โดยชาเขียวและชาอู่หลงนั้นจะเป็นที่ขึ้นชื่อและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับสรรพคุณในการช่วยป้องกันเรื่องของโรคความดันโลหิตมากที่สุด 3. ป้องกันโรคกระดูก ชานั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ในฐานะที่มีส่วนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูกเป็นอย่างดี เพราะการดื่มน้ำชานั้นสามารถช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้กับมวลกระดูกของคุณได้ นอกจากนี้ยังป้องกันโรคกระดูกพรุนและโรคทางกระดูกอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาได้อีกด้วย ถ้าหากว่าคุณดื่มชาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง 4. ป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ ผู้ที่ชอบดื่มชาคงยิ้มได้เลยสำหรับสรรพคุณในข้อนี้ เพราะชาที่ดื่มเข้าไปจะช่วยในการทำความสะอาดเส้นเลือดแดง โดยช่วยขจัดเส้นเลือดที่อุดตันที่อาจนำพาสารพัดโรคมาสู่ร่างกาย และเมื่อดื่มเป็นประจำสามารถช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจคุณได้เป็นอย่างดี 5. ลดสภาวะการสูญเสียน้ำในร่างกาย อันเนื่องจากร่างกายของเรานั้นมีส่วนประกอบจากน้ำเป็นหลัก ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรดื่มน้ำมาก ๆ ในแต่ละวัน ซึ่งเชื่อกันว่าหากได้ดื่มน้ำชา 3 ถ้วยต่อวัน จะสามารถช่วยป้องกันการเกิดสภาวะการสูญเสียน้ำในร่างกายของคุณได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 6. ป้องกันการเกิดฟันผุ ชานั้นอุดมไปด้วยสารฟลูออไรด์ (Fluoride) ที่เป็นสิ่งสำคัญในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันตรายที่เป็นสาเหตุให้ฟันของคุณผุ ได้ สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำชายังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือกในช่อง …

Read More »